🛡️ อ้างอิงถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health & Safety) ของประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับ คนทำความสะอาดปล่องไฟ (Chimney Sweep)
✍️ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ค.ศ. 1775 ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ Percivall Pott พบว่าคนงานทำความสะอาดปล่องไฟมีอัตราการเป็น มะเร็งผิวหนังบริเวณถุงอัณฑะ (Scrotal Cancer) สูงผิดปกติ และตีพิมพ์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถือเป็นการค้นพบ มะเร็งจากการประกอบอาชีพ (Occupational Cancer) ครั้งแรกของโลก
ค.ศ. 1788 รัฐบาลอังกฤษออก Chimney Sweepers Act 1788 เพื่อควบคุมการทำงานของคนกวาดปล่องไฟ โดยเฉพาะการใช้แรงงานเด็ก และกำหนดมาตรการคุ้มครองด้านความปลอดภัยมากขึ้นสาเหตุของโรคมะเร็ง
รู้จักกับ knsafety.com ผู้ให้บริการอบรมหลักสูตรความปลอดภัย ที่พร้อมยกระดับความปลอดภัยในสถานประกอบการของคุณ
📝 สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากตัวปล่องไฟโดยตรง แต่เกิดจาก
- การสัมผัส เขม่า (Soot)
- น้ำมันดินจากถ่านหิน (Coal Tar)
- สารก่อมะเร็งกลุ่ม Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) เช่น Benzo[a]pyrene
- คนงานในยุคนั้นต้องปีนเข้าไปในปล่องไฟแคบ ๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เขม่าสะสมบนผิวหนังและเสื้อผ้าเป็นเวลานาน จนเกิดการระคายเคืองเรื้อรังและพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด
ความสำคัญต่อวิชาความปลอดภัย เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ
- การศึกษาโรคจากการทำงาน (Occupational Disease)
- อาชีวเวชศาสตร์ (Occupational Medicine)
- การควบคุมสารก่อมะเร็งในสถานประกอบกิจการ
- การออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานและแรงงานเด็ก
ความเชื่อมโยงระหว่างอันตรายจากการทำงานกับโรคมะเร็ง เพอร์ซิวัล พอตต์ (Percival Pott) ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ระบาดวิทยา เนื่องจากเป็นผู้ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการสัมผัสสารอันตรายจากการทำงานกับโรคมะเร็งชนิดเฉพาะเป็นครั้งแรก ๆ นั่นคือ มะเร็งผิวหนังบริเวณถุงอัณฑะในคนกวาดปล่องไฟ (Scrotal Skin Cancer)
ทั้งนี้ มะเร็งที่พอตต์พบคือ มะเร็งเซลล์สความัสของผิวหนังถุงอัณฑะ (Squamous Cell Carcinoma of the Scrotum) ไม่ใช่มะเร็งอัณฑะ และสิ่งที่น่าตกใจคือ ผู้ป่วยจำนวนมากมีอายุน้อยมาก
ประวัติของปัญหา อาชีพคนกวาดปล่องไฟมีมาตั้งแต่สมัยเชกสเปียร์ โดยในบทละคร Love’s Labour’s Lost มีข้อความว่า “To look like her are chimney sweepers black” “ดำมอมแมมราวกับคนกวาดปล่องไฟ”
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ ไฟไหม้ครั้งใหญ่แห่งกรุงลอนดอน (Great Fire of London) ในปี ค.ศ. 1665 ซึ่งทำให้มีการสร้างปล่องไฟที่สูงและแคบขึ้น ปล่องไฟรูปแบบใหม่นี้มักอุดตันด้วยเขม่า จึงต้องใช้แรงงานเด็กชายตัวเล็ก ๆ ปีนเข้าไปทำความสะอาด ส่งผลให้เด็กเหล่านี้เผชิญกับปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น
- โรคปอด
- ผิวหนังอักเสบ
- หูดจากเขม่า (Soot Wart)
- มะเร็งผิวหนังบริเวณถุงอัณฑะ
- การวินิจฉัยโรคมะเร็งที่ถูกต้อง
ก่อนหน้าการศึกษาของพอตต์ ก้อนมะเร็งเหล่านี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และรักษาด้วยสารปรอท พอตต์ไม่เพียงให้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง แต่ยังแสดงความเห็นใจต่อเด็กเหล่านี้อย่างมาก โดยเขาเขียนว่า “ชะตากรรมของคนเหล่านี้ช่างโหดร้ายยิ่งนัก ตั้งแต่วัยเด็กพวกเขาถูกปฏิบัติอย่างทารุณ ขาดอาหาร หนาวเหน็บ ถูกส่งเข้าไปในปล่องไฟที่แคบและบางครั้งร้อนจัด จนได้รับบาดเจ็บและแทบขาดอากาศหายใจ และเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม พวกเขากลับมีความเสี่ยงสูงต่อโรคที่น่ารังเกียจ เจ็บปวด และคร่าชีวิตผู้คนนี้”
โรคที่ดูเหมือนจะเกิดเฉพาะในอังกฤษ
มะเร็งชนิดนี้ยังคงพบต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ 19 และเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนกวาดปล่องไฟ แต่มีข้อสงสัยสำคัญเกิดขึ้นคือ ทำไมมะเร็งถุงอัณฑะจึงดูเหมือนเป็น “โรคเฉพาะของอังกฤษ” เซอร์เฮนรี บัตลิน (Sir Henry Butlin) แห่งโรงพยาบาลเซนต์บาร์โธโลมิวส์ จึงส่งผู้ช่วยเดินทางไปศึกษาคนกวาดปล่องไฟในเยอรมนี ฮอลแลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส ผลที่พบคือ เยอรมนี คนงาน มีระบบการทำงานที่ดีกว่า อาบน้ำสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้าป้องกัน ปัจจัยอื่น ๆ บัตลินเชื่อว่าปัจจัยสำคัญประกอบด้วย
- รูปแบบของปล่องไฟ
- ปริมาณเขม่า
- ประเภทเชื้อเพลิง
ในอังกฤษนิยมใช้ ถ่านหินแข็ง (Hard Coal) ซึ่งสร้างเขม่าจำนวนมาก ขณะที่ประเทศอื่นใช้ โค้ก (Coke) ไม้ถ่านไม้ (Charcoal) ซึ่งก่อให้เกิดเขม่าน้อยกว่า เขม่าทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้อย่างไร
💡 คำถามสำคัญคือ
- สารใดในเขม่าที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
- ก่อนจะตอบคำถามนี้ มีอีกปริศนาหนึ่งคือ
- เหตุใดคนกวาดปล่องไฟที่มีเขม่าปกคลุมทั่วร่างกาย จึงเกิดมะเร็งที่ถุงอัณฑะเป็นหลัก
ความเชื่อมโยงกับน้ำมันดินและน้ำมันหล่อลื่น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มพบว่าการสัมผัส
- น้ำมันจากหินน้ำมัน (Shale Oil)
- ยางมะตอย (Pitch)
- น้ำมันดิน (Tar)
มีความสัมพันธ์กับมะเร็งผิวหนัง รวมถึงมะเร็งถุงอัณฑะ ในปี ค.ศ. 1922 มีการทบทวนผู้ป่วยมะเร็งถุงอัณฑะ 141 รายในเมืองแมนเชสเตอร์ พบว่า มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่เป็นคนกวาดปล่องไฟ แต่ถึง 69 คนเป็นคนงานเครื่องปั่นด้ายในอุตสาหกรรมฝ้ายแลงคาเชียร์ คนงานเหล่านี้
- เริ่มทำงานตั้งแต่อายุประมาณ 8 ปี
- ใช้น้ำมันหล่อลื่นที่ยังไม่ผ่านการกลั่น
- สวมเพียงกางเกงผ้าฝ้ายบาง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่ร้อน
- ขณะทำงานต้องพิงเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลา ทำให้ร่างกายบริเวณ
- ระหว่างต้นขาส่วนบนกับหน้าท้อง
- เปื้อนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง
- และตามมาตรฐานในยุคนั้น
- ไม่มีสถานที่สำหรับล้างทำความสะอาดร่างกาย
อาร์ชิบัลด์ ลีตช์ (Archibald Leitch) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งแห่ง Royal Cancer Hospital ในเชลซี (ปัจจุบันคือ ICR) คำนวณความเสี่ยงการเสียชีวิตจากมะเร็งถุงอัณฑะได้ว่า
คนกวาดปล่องไฟ : 1 ใน 1,400 คนต่อปี
คนงานเครื่องปั่นด้าย : 1 ใน 2,000 คนต่อปี

ลีตช์เสนอว่า
ผิวหนังบริเวณถุงอัณฑะมีลักษณะพิเศษ คือ มีอุณหภูมิอบอุ่น มีสารคัดหลั่งจากต่อมไขมัน ซึ่งช่วยละลายสารเคมี ทำให้ผิวหนังดูดซึมสารก่อมะเร็งได้ดีขึ้น จึงไวต่อสารอันตรายใน
- เขม่า
- น้ำมัน
- น้ำมันดิน
การค้นพบเบนโซ[a]ไพรีน (Benzo[a]pyrene) เรื่องราวนี้นำไปสู่การศึกษามะเร็งเชิงทดลองในศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1915 สามารถทำให้กระต่ายเกิดมะเร็งผิวหนังได้ โดยการทาน้ำมันดินจากถ่านหินลงบนใบหูของกระต่าย การทดลองนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า
✍️ สารใดในเขม่าและน้ำมันดินเป็นตัวการก่อมะเร็ง
คำตอบมาจาก เออร์เนสต์ เคนนาเวย์ (Ernest Kennaway) และคณะนักวิจัยแห่ง ICR ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 พวกเขาค้นพบกลุ่มสารเคมีที่เรียกว่า Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) หรือ สารไฮโดรคาร์บอนอะโรมาติกหลายวงแหวน โดยสารที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็งรุนแรงที่สุดชนิดหนึ่งคือ Benzo[a]pyrene การค้นพบกลไกการก่อมะเร็ง
ประมาณ 30 ปีต่อมา Peter Brookes และ Philip Lawley แห่ง ICR ค้นพบว่า Benzo[a]pyrene และสาร PAHs อื่น ๆ ก่อมะเร็งโดย จับกับ DNA โดยตรง ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของ DNA
ส่งผลให้เซลล์พัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็ง ความเชื่อมโยงกับมะเร็งปอดจากบุหรี่ เคนนาเวย์และคณะยังสังเกตว่า น้ำมันดินในควันบุหรี่ก็มี Benzo[a]pyrene อยู่เช่นกัน พวกเขาตั้งข้อสงสัยว่า สารนี้อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งปอด ซึ่งเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1930 อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในเวลานั้นแทบไม่มีใครให้ความสนใจกับแนวคิดนี้
เมื่อ เซอร์ริชาร์ด ดอลล์ (Richard Doll) เริ่มการศึกษาระบาดวิทยาเกี่ยวกับมะเร็งปอดในช่วงทศวรรษ 1950 เขายังสงสัยว่า ควันไอเสียจากรถยนต์อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งปอด เรื่องนี้ไม่ได้ลดคุณค่าของผลงานอันยิ่งใหญ่ของดอลล์ แต่แสดงให้เห็นว่า โอกาสในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อาจถูกมองข้ามได้ง่ายเพียงใด และยังทิ้งคำถามที่น่าสนใจไว้ว่า เหตุใดนักวิทยาศาสตร์ของ ICR ในยุคนั้นจึงไม่เดินหน้าศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง Benzo[a]pyrene ในควันบุหรี่กับมะเร็งปอดต่อไปอย่างจริงจัง
ขอบคุณข้อมูล ที่มา : https://www.icr.ac.uk
📜 จป อบรมที่ไหนดี เลือกยังไงให้ได้มาตรฐาน
📜 มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
ควรเลือกศูนย์อบรมที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และสามารถออกใบประกาศนียบัตรได้จริง
🧑💼 วิทยากรมีประสบการณ์ตรง
ศูนย์อบรมที่ดีควรมีวิทยากรที่มีประสบการณ์ด้านความปลอดภัยโดยตรง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
📋 มีทั้งอบรม Public Training และ In-house Training
รองรับทั้งบุคคลทั่วไป และองค์กรทั่วประเทศ โดยทีมวิทยากรมืออาชีพ พร้อมหลักสูตรตามกฎหมาย
📑 มีรีวิวและผลงานจริง
ก่อนสมัครอบรม ควรตรวจสอบรีวิวจากลูกค้า หรือผลงานการอบรมที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความมั่นใจ
📚 มีหลักสูตรครบทุกด้าน
ศูนย์อบรมที่ครบวงจรจะช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนอบรมได้ต่อเนื่อง เช่น
✅ จป บริหาร
✅ จป หัวหน้างาน
✅ จป เทคนิค
✅ หลักสูตร คปอ.
✅ ความปลอดภัยฯ ลูกจ้าง
✅ หลักสูตรวิทยากรความปลอดภัย สำหรับลูกจ้าง และลูกจ้างเข้าทำงานใหม่
📌 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ จป.บริหาร
1. ผู้จัดการทุกคนต้องอบรม จป.บริหาร หรือไม่?
ไม่จำเป็น ผู้จัดการจะต้องเข้ารับการอบรมหลักสูตร จป.บริหาร ก็ต่อเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร (จป.บริหาร) ตามที่กฎหมายกำหนด
2. ก่อนแต่งตั้ง จป.บริหาร ต้องอบรมก่อนหรือไม่?
ต้องอบรมก่อนเสมอ บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็น จป.บริหาร จะต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารตามหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด ก่อนการประกาศแต่งตั้ง
3. หลักสูตร จป.บริหาร ใช้เวลาอบรมกี่วัน?
หลักสูตร จป.บริหาร มีระยะเวลาฝึกอบรม 2 วัน รวม 12 ชั่วโมง โดยต้องเป็นการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด
4. จป.บริหาร มีหน้าที่อะไร?
จป.บริหาร มีหน้าที่ตามกฎหมาย 4 ประการ ได้แก่
- กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานทุกระดับที่อยู่ในบังคับบัญชา
- เสนอแผนงานหรือโครงการด้านความปลอดภัยต่อนายจ้าง
- ส่งเสริม สนับสนุน และติดตามการดำเนินงานด้านความปลอดภัย
- กำกับดูแลและติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5. แต่งตั้ง จป.บริหาร แล้วต้องแจ้งหน่วยงานราชการหรือไม่?
ต้องแจ้ง นายจ้างต้องแจ้งรายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็น จป.บริหาร ต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศแต่งตั้ง
6. ต้องแต่งตั้ง จป.บริหาร ภายในกี่วัน?
นายจ้างต้องประกาศแต่งตั้ง จป.บริหาร ภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่สถานประกอบกิจการมีลูกจ้างครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด
7. บริษัทที่มีลูกจ้างกี่คน ต้องมี จป.บริหาร?
สถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายตามกฎหมายและมีจำนวนลูกจ้างถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องจัดให้มี จป.บริหาร โดยจำนวนลูกจ้างที่ต้องแต่งตั้งอาจแตกต่างกันตามประเภทกิจการ ดังนั้นควรตรวจสอบตามกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
8. ผู้จัดการที่เพิ่งเข้าทำงาน ต้องอบรม จป.บริหาร ภายในกี่วัน?
หากนายจ้างมีความประสงค์จะแต่งตั้งให้เป็น จป.บริหาร ควรส่งเข้ารับการอบรมก่อนการประกาศแต่งตั้ง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย และสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
9. หากไม่แต่งตั้ง จป.บริหาร จะมีผลอย่างไร?
หากสถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายตามกฎหมายไม่จัดให้มี จป.บริหาร หรือดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงาน และมีความเสี่ยงต่อการถูกพนักงานตรวจความปลอดภัยดำเนินการตามกฎหมาย
10. อบรม จป.บริหาร ที่ไหนได้บ้าง?
สามารถเข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยควรตรวจสอบว่าหลักสูตรเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และมีระยะเวลาฝึกอบรมครบ 2 วัน (12 ชั่วโมง)